2 0 1 2
รอเวลา …
นับวัน นับเดือน นับปี
เวลาผ่าน …
เลยวัน เลยเดือน เลยปี
หมุนเวลา …
ย้อนวัน ย้อนเดือน ย้อนปี
วิ่งไล่.รอคอย.
จนพบว่า
…
เวลา
แต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี
อยู่ตรงนี้ ที่นี้ … ที่เดิม
When in S’pore … [Part 2]
When in S’pore …
[Part 2]
ความจริงแล้วจุดประสงค์ที่แท้จริงของทริปนี้ก็คือ การมาเข้าร่วมสัมมนา … โหมดลั้ลลา เดินเที่ยวเล่นของเราก็เลยต้องเพลาๆลง เมื่อเช้าวันจันทร์มาถึง
วันนี้เราย้ายไปโรงแรมที่ใกล้ที่สัมมนาเข้ามาหน่อย อยู่ไม่ไกลจากแหล่งช็อปปิ้งถนน Orchard เท่าไหร่ วัดระยะเดินได้ 900 ก้าว (หรือประมาณ 10 นาที) จากถนน Orchard ถึงที่โรงแรม … โรงแรมที่ว่านี่ก็คือโรงแรม The Elizabeth Hotel แหล่ะ
จุดนี้ขอพูดถึงโรงแรมอลิซาเบธก่อนเลยแล้วกันเนอะ ไหนๆก็ย้ายมา check in ที่โรงแรมนี้แล้ว ที่นี่เป็นโรงแรมที่อยู่บนเนินเขาอลิซาเบธ น่าจะสร้างมานานนมอยู่พอควร เพราะว่าดูไม่ใหม่อย่างโรงแรมแรก การตกแต่งเป็นแนวยุโรป เลยมีคุณฝรั่งมาเข้าพักอยู่เยอะเหมือนกัน (ไม่รู้ว่าเกี่ยวกันมั้ย)
พอเดินมาที่หน้าโรงแรมจะมีกลิ่นสบู่ๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นของที่นี่ หรือว่าโรงแรมข้างๆ แต่เราเดาเอาว่าน่าจะมาจากน้ำพุที่หน้าโรงแรม พยายามสูดดมๆอยู่ทุกครั้งที่เดินผ่าน แต่ไม่สามารถฟันธงได้จริงๆ จะเอาหน้าก้มลงไปใกล้ๆน้ำพุก็กะไรอยู่

พอเราเข้าไป check in แต่ยังเช้าตรู่อยู่ก็เลยต้องฝากสัมภาระเอาไปก่อน เพราะต้องไปสัมมนาทั้งวัน ที่เก็บสัมภาระที่นี่มีห้องและชั้นสำหรับฝากของเป็นจริงเป็นจัง เราพเลยหายห่วงฝากของไว้จนเย็นทีเดียวเชียว
พนักงานตรง lobby ก็แยกกันชัดเจน คนนึง check in อีกคนนึง check out ตอนที่เราเข้าไป check in พนักงานน่ารักมาก helpful สุดๆ แอบจำชื่อได้ว่าชื่อคุณเบนจามิน แต่ไม่มีอยู่ในรูปนี้แฮะ

ลิฟต์ที่นี่มีอยู่ 4 ตัว ถึงแม้จะคนเยอะ แต่รอไม่นาน กดไปแป๊ปนึงลิฟต์ก็มาหาละ … ภายในห้องพักที่นี่ดูกว้างกว่าที่แรกเยอะเหมือนกัน เดินไปเดินมาในห้องได้ไม่อึดอัด ห้องน้ำก็กว้างกว่า มีอ่างอาบน้ำด้วย เตียงนอนนุ่มหลับสบาย เสียงรถวิ่งจากข้างนอกไม่มีเข้ามารบกวน แต่อย่างที่บอกว่าโรงแรมนี้น่าจะสร้างมานานแล้ว furniture ก็เลยดูเก่าไปหน่อย รวมกับแสงไฟสีนวลๆ บรรยากาศเลยทึมๆไปนิด อีกอย่าง…สาย lan ต่อ internet เค้าไม่ฟรีหล่ะ แต่ไม่เป็นไร เราสามารถ search หา wifi ใช้ฟรีได้อยู่ หุหุ (ไม่รู้ว่ามาจากไหนเหมือนกัน)
พอตอนเช้าๆเดินออกมาจากห้องจะมีหนังสือพิมพ์ห้อยไว้ให้อ่านด้วยหล่ะ แต่เราได้อ่านข่าวไปหน้าแรกหน้าเดียวเห็นจะได้

มาถึงห้องอาหารตอนเช้า ค่อนข้างจะเป็นระบบระเบียบดีเหมือนกัน เวลาเข้าไปจะไปเลือกที่นั่งเองนี่ไม่สามารถนะจ๊ะ ต้องรอพนักงานหาที่นั่งให้ คงเป็นเพราะว่าห้องอาหารไม่ใหญ่พอกับจำนวนแขกรึป่าวนะ พอซัก 9 โมงครึ่งก็จะเห็นแขกยืนต่อคิวเข้าห้องอาหารกันยาวเลย (โชคดีที่เราตื่นลงมาก่อน)
สำหรับอาหารที่นี่เค้ามีให้เลือกหลากหลายกว่าพวกที่เป็นมาตรฐาน ไข่ดาว ขนมปัง ไส้กรอก แฮม ถั่ว ซีเรียล โยเกิร์ต ผลไม้ แล้วก็มีข้าวต้ม + เครื่อง ด้วย เราพักที่นี่ 2 คืน อาหารเช้าก็ต่างกันนึดๆหน่อยๆ อย่างขนมปังสามเหลี่ยมชุบไข่ที่เราชอบวันแรก จะหากินอีกในวันที่2 ก็ไม่เจอละ กลายเป็นอย่างอื่นไป


เนื่องด้วยเราพักอยู่แถบๆที่ไม่ไกลจาก Orchard ก็เลยได้เดินเล่นอยู่แถวนี้ซะเยอะ พอเดินลงมาจากเขา Elizabeth ประมาณ 800 ก้าว จะเจอห้างใหญ่ Paragon และ Tang ส่วนฝั่งตรงข้ามก็เป็นห้างเก่าแก่ Takashimaya ได้แวะเข้าไปทักทายร้านรวงที่น่าร้ากกกกมาอยู่หลายที่ มีทั้งที่เป็นสัญชาติญี่ปุ่น ฮอลแลนด์ สมกับที่เป็นประเทศอินเตอร์เนชั่นแนวจิงๆ ร้านไหนชาติอะไรลองเดาดูจากรูปข้างล่างแล้วกันเนอะ







อีกห้างที่ชอบก็คือที่ Wheelock Place ที่นี่เราไม่ได้ชอบร้านรวง หรือข้าวของซักเท่าไหร่ แต่ที่โหวดให้คือหลังคาของห้างนี้ แหงนมองขึ้นไปแล้วสวยดีๆ เลยถ่ายรูปมา

ส่วนที่พลาดไม่ได้ที่ถนน Orchard นี้ก็คือ ไอติมของคุณคิงส์ จะเป็นคุณลุงรถเข็น เห็นอยู่เป็นระยะๆบนถนน Orchard เราได้ชิมไปอันนึง เป็นไอติมแมคคาเดเมียร์มีเวเฟอร์ประกบบนล่าง ราคาอันละ 1 SGD อร่อยดีๆ เวลากินต้องกินแบบเร็วๆ ไม่งั้นไอติมจะละลายย้อยหยดใส่มือเอาได้ (เราเป็นมาแล้ว)

เดินไปเรื่อยๆจากร้านคุณลุงอีกประมาณ 350 ก้าวก็จะเจอพื้นแผ่นดินไทยในสิงคโปร์

พอเริ่มเย็นย่ำค่ำลงหน่อยเราก็ไปหาของอร่อยกินที่ China Town อาศัยคุณ MRT เหมือนเดิม หยอดตู้ซื้อตั๋วไป 2.30 SGD พอถึงที่หมายก็ไปคืนบัตรได้เงินกลับมา 1 SGD เหมือนเดิม
ที่นี่เราหาได้ทั้งของกิน และของฝาก ร้านรวงเปิดเต็มไปหมด สว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมสีแดงๆไปทั้ง China Town เลยทีเดียว
ถ้าเป็นอาหารการกิน หาได้ทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาหารจีน Seafood ขนมหวาน ไอติม ของกินเล่น หมูแผ่น หมูหยอง ราคาอาหารที่นี่เราว่าดูแพงกว่าที่ศูนย์อาหารแถบ Lavender อยู่นิดหน่อยนะ (ประมาณ 1 – 3 SGD ได้) ส่วนของฝากที่นี่เค้าก็มีพวก magnet, postcard, snow globe, เสื้อยืด, พวงกุญแจ, ตราแสตมป์แบบจีนๆ และอีกมากมายหลายสิ่งให้เลือกสรร

อีกที่ที่เป็น Signature ของสิงคโปร์ที่ต้องมีรูปถ่ายด้วยถึงจะเรียกว่าทาถึงจริงก็ที่รูปปั้น Merlion นี่หล่ะ เรามาแวะตอนเช้าของวันก่อนกลับ จากที่พักที่ Orchard นั่ง MRT มาขึ้นที่ City Hall ราคาตั๋ว 2 SGD ถ้วน พอโผล่ขึ้นมาจากตึก Esplanade หนามทุเรียน ก็เดินข้ามสะพานมาโลด จะเห็นกลุ่มคนนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ถ่ายรูปกับคุณ Merlion ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ที่ยืนหันหลังให้กันอยู่ ไปคราวนี้เห็นวิวด้านหลังเป็นเครนก่อสร้าง เดี๋ยวเค้าคงจะเปิด Casino เพิ่มอีกแน่ๆเลย หลังจากที่เพิ่งเปิด Casino บนตึกที่มีเหมือนเรืออยู่ข้างบนไปไม่นานนี้



พอได้ทักทายคุณ Merlion เราก็ต้องรีบดิ่งกลับโรงแรม Check out ไปที่ Airport ราคา taxi จากโรงแรมไป Airport ก็ 16.20 SGD ถูกกว่าขามานิดนึงๆ สุดท้ายเรากับคุณแฮมเบอร์เก้อแหมนก็ต้องบอกลา S’pore ซะแล้ว เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกจริงๆ เอาไว้เจอกันทริปหน้าเนอะ

When in S’pore
When in S’pore …
[part1]
ระหว่างทางไปเมืองสิงคโปร์ …
เราพร้อมเพื่อนร่วมทาง (คุณแฮมเบอร์เก้อแหมน) ก้าวออกจากไทยแลนด์ด้วยสายการบิน”รักคุณเท่าฟ้า”ตอน 8 โมงเช้า นั่งไปเกือบๆ 2 ชั่วโมง ก็ได้ไปเหยียบถึงพื้นดินที่สิงคโปร์ตอนประมาณ 11.20 (เวลาที่นั่น)
ระหว่างอยู่บนเครื่องก็มีอาหารเช้ามาเสิร์ฟด้วย แต่ชืดๆชอบกล … อยากกินไส้กรอก (อีกเมนูนึง) อยู่เหมือนกัน แต่ดันเป็นเนื้อลูกวัว – -”
พอถึง … ก็นู้นนี่นั่น กว่าจะได้ออกมาจากสนามบินก็ประมาณเที่ยงได้ละ … แพลนของเราวันนี้ก็คือ เอาสัมภาระไปฝากที่โรงแรมกันก่อน แล้วค่อยไปเดินเล่นกันที่ SAM (Singapore Art Museum) และก็ Red Dot Design Museum … ว่าแล้วก็ไปกันเหอะๆๆ
จุดนี้อย่ารีรอ ลากกระเป๋าแตร่ก แตร่ก ไปขี้นแท็กซี่ที่หน้าแอร์พอร์ตตรงดิ่งไปที่โรงแรม Aqueen Hotel Lavender กัน … โรงแรมนี้เราจองผ่านเวปของโรงแรมมาก่อนละ เรทอยู่ที่ 108.75 SGD จองก่อนมาประมาณ 2 อาทิตย์ได้ เค้าจะคิด deposit ตัดบัตร credit จากค่าห้องคืนแรกเอาไว้แล้วหล่ะ
พอถึงเราก็จ่ายค่ารถแท็กซี่ 17.60 SGD แล้วเข้าไปฝากกระเป๋าเอาไว้ก่อนเลย แล้วก็ถึงเวลาเที่ยวเล่นกัน!!!
จากโรงแรม Aqueen Hotel เดินไปที่รถไฟ MRT เดินประมาณ 900 ก้าว ใช้เวลา 10 นาทีได้ เดินที่นี่ไม่ค่อยกลัวหลงเท่าไหร่ เพราะว่าบ้านเมืองเค้าเป็นระเบียบเรียบร้อยมีป้ายชื่อถนนบอกเป็นระยะระยะตลอดทางเลย

บน MRT วันนี้คนไม่เยอะมาก สงสัยจะเป็นเพราะวันอาทิตย์รึป่าวน้า? จากสถานี Lavender เรานั่งไปลงที่ Bras Basah หยอดตู้ไป 2.30 SGD (พอถึงที่หมายก็คืนบัตรได้เงินมา 1 SGD หล่ะ)

พอขึ้นมาจากรถไฟใต้ดิน SAM ก็อยู่ตรงหน้าเลย ไม่ต้องเดินไปไหนไกล เข้าไปข้างในซื้อตั๋ว คุณลุงถามว่าเราเป็นนักเรียนอยู่มั้ย? แอบดีใจเล็กๆ แต่ก็บอกความจริงเค้าไป แล้วก็ซื้อตั๋ว Adult เข้าไปชม Museum ด้วยราคา 5 SGD (วันนี้เค้าลดครึ่งราคาหล่ะ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ฮิๆ)
ก่อนจะเดินเข้าไปคุณลุงตั๋วบอกว่า ที่นี่ถ่ายรูปได้ แต่ห้ามใช้แฟลช และไตรพอตนะจ๊ะ เลยได้เก็บภาพมาโชว์เล็กๆน้อยๆ
ข้างใน SAM จัดแสดงผลงานศิลปะทั้งหลายทั้งปวง ภาพวาด display นู้น นี่ นั่น


แต่ที่ชอบอย่างนึง คือคำอธิบาย ที่เค้ามีแบบเป็นอย่างง่ายๆสำหรับเด็กๆด้วย อย่างเช่นงานที่เกี่ยวกับ Hybrid อันนี้หล่ะ

พอเดินเข้า-ออกครบทุกห้อง เราก็มูฟออกมาเดินเล่นอยู่ข้างนอกตึก เหลือบไปเห็นโบสถ์อยู่ไม่ไกล แถมยังมีชื่ออยู่ในลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวอีก เราเลยขอเข้าไปเยี่ยมชมบ้าง มาต่างแดนทั้งทีก็ต้องไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง อารายบ้างเนอะ
โบสถ์นี้ คือ The Church of Saints Peter & Paul หล่ะ ตอนที่เข้าไปเหมือนจะใกล้เวลามิซซาพอดี คนเลยเริ่มทยอยๆกันเข้ามาเรื่อยๆ เราเลยอยู่แป๊ปนึงแล้วเริ่มออกเดินทางต่อ

จุดหมายถัดไปของเราก็คือ จุดแดง หรือว่า Red Dot Design Museum นั่นเอง … เราเลยเดินกลับไป MRT อีกครั้ง นั่งไปลงที่ Tanjong Pegar ราคาตั๋วรถไฟ 2.30 SGD แต่ที่จุดแดงไม่ได้ใกล้ MRT อย่างที่ SAM เลยต้องเดิน เดิน เดิน กันไปอีกหน่อย พอครบ 290 ก้าว (ใช้เวลาประมาณ 5 นาที) ก็จะเห็นตึกแดงอยู่ข้างหน้าพอดี ค่าตั๋วเข้าที่นี่ราคา 8.00 SGD ถ้วน ไตรพอตสามารถใช้ได้นะคะ แต่งดแฟลชเวลาถ่ายรูป

คนที่มาที่นี่เท่าที่เห็นส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างชาติ แบบว่าเป็นฝรั่งหัวทองไปเลยหลายคนอยู่ ดูต่างจากที่ SAM ที่ส่วนใหญ่ดูเป็นคนท้องที่ (และน่าจะเป็นนักเรียนด้วย)
ส่วนของที่มาจัดแสดงที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นของที่ได้รางวัลมาทั้งนั้น แต่ละชิ้นแต่ละอันเลยไม่ธรรมดาจริงๆ มีตั้งแต่โคมไฟ เก้าอี้ สวิซต์ไฟ ก๊อกน้ำ นาฬีกา ยันรถยนต์คันใหญ่ๆ (แต่มีแค่รูปมาโชว์นะ!)

ที่มุมเล็กๆก็มีอีกหนึ่งความภูมิใจ เป็นของเล่นของคนไทยที่ได้รางวัล Red Dot Design กะเค้าเหมือนกัน หุหุ

Museum ที่นี่ไม่ใหญ่ แต่ใช้เวลาเดินดูของเยอะพอควรเลยหล่ะ อีกที่ที่เราหยุดแวะดูนานเหมือนกันก็คือ tupperware ที่ได้รับเลือกเป็น Red Dot Design Team of the Year 2009 … ใครจะรู้ว่ากล่องทัพเพอร์แวร์ที่ใช้กันอยู่จะมีเรื่องราวได้มากขนาดนี้อ่ะเนอะ

กว่าจะเดินเสร็จจากที่นี่ก็ 6 โมงเย็นเห็นจะได้ เราเลยรีบดิ่งกลับโรงแรม … ของเรายังฝากอยู่ที่ lobby อยู่เลยหล่ะ
พอกลับไปก็นะ ตามคาด ของที่ฝากเอาไว้จากตอนเที่ยงๆที่มีอยู่เต็มเลย ตอนนี้เหลือของเราใบเดียว
จุดนี้เราเริ่มหิวละ เลยรีบเอาของขึ้นไปเก็บที่ห้องก่อนแล้วกัน ที่นี่มีลิฟต์อยู่ 2 ตัว ขึ้นได้สบายๆ คนไม่ค่อยเยอะ ดูแล้วก็น่าจะปลอดภัยพอสมควร เพราะต้องติ๊ดบัตรก่อนถึงจะขึ้นลิฟต์ได้หล่ะ

เปิดเข้าไปในห้อง ดูสะอาดสวยงาม ใหม่ดี แต่เล็กไปเยอะเหมือนกัน รูปที่ถ่ายข้างล่างนี่คือยืนชิดผนังถ่ายเลยนา ยังเก็บภาพได้เป็นเสี้ยวๆ … ห้องน้ำที่อยู่ในห้องนี้เป็นห้องกระจก มีขุ่นๆพาดตรงกลาง ประตูแบบเปิดปิดง่ายๆ ไม่มีล็อกนะคะ คราวนี้เราพักอยู่คนเดียวเลยไม่ค่อยอะไรมาก ถ้าอยู่คนเดียวห้องที่นี่ถือว่าโอเคนะ
ส่วนปลั๊กก็มีอันนึงที่เสียบสายไฟจากเมืองไทยแบบไม่ต้องเปลี่ยนหัวได้รูนึงหล่ะ แถมยังมี wireless ให้ใช้ได้ฟรี เราก็เลยนั่งเล่นเน็ตในห้องได้สบาย

แต่อย่างนึงที่ไม่ค่อยเวิร์กก็คือ เสียงที่ดังเล็ดลอดเข้ามาในห้องตอนกลางคืน ทำเอานอนไม่ค่อยหลับได้อยู่เหมือนกัน … นี่ขนาดห้องเราอยู่ชั้น 6 เชียวนะ ยังได้ยินเสียงรถวิ่งหยั่งกะอยู่ริมถนน แถมยังมีรถวิ่งตลอดคืนได้อีก เลยหลับๆตื่นๆตลอดเลย
เรื่องอาหารการกินหายห่วงไปได้เลย … แถวนี้มีเวิ้งศูนย์อาหารอยู่หลายที่มาก แต่ละที่ก็ไม่ได้ไกลกันเลยหล่ะ ที่เราไปแวะฝากท้องตอนมื้อเย็นก็ที่ Lavender Food Square เดินไปง่ายๆตามแผนที่ของโรงแรมเลย
หลังจากที่เดินวนไปวนมาหลายรอบ เราก็หยุดที่ Nanyang Laksa ชามนี้หล่ะ ราคา 3.50 SGD … มันคือบะหมี่ น้ำข้นๆ เห็นพริกเผาลอยอยู่เต็ม ดูเหมือนจะเผ็ดแต่ไม่เผ็ดเลย เครื่องข้างบนก็มีลูกชิ้น เต้าหู้ หอยแครง และกุ้ง1ตัว
พอกินจนอิ่มแปร้เราก็เดินกลับโรงแรมที่พัก … อืม ระหว่างทางกลับ ตรงใกล้ๆโรงแรม มีวัดจีนเล็กๆด้วยหล่ะ เราเลยขอแวะไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นิดนึงๆ
กลับเข้าโรงแรม ก็อย่างที่บอกว่านอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่ เราเลยได้ตื่นมาเป็นคนแรกลงมากินข้าวเช้า ห้องอาหารที่นี่ไม่ใหญ่เท่าไหร่ ถ้าคนมาเยอะๆที่นั่งคงไม่พอ แต่พอดีว่าเราลงมาคนแรก เลยได้เลือกที่นั่งตามใจ

พอห้องมันเล็ก อาหารก็ดูน้อยไปด้วย … เกี่ยวกันไหมหนา? ที่นี่ก็มีอาหารตาม standard พวก ชา กาแฟ น้ำส้ม นมจืด ขนมปังปิ้ง ไข่ ถั่ว แฮม ไส้กรอก และผลไม้

หลังจากเสร็จภารกิจมื้อเช้า เราก็ไป check out เตรียมย้ายเข้าไปนอนที่โรงแรมใจกลางเมืองกัน ฮิๆ …
Stranger in Front
STRANGER in FRONT
ระยะเวลาวันละ 1 ชั่วโมงเศษๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่บน MRT ตอนเช้าตรู่ที่ออกไปทำงาน และตอนกลับบ้านช่วงเย็นๆ เป็นเวลาที่ได้เจอคนแปลกหน้าเยอะที่สุดเลยก็ว่าได้
เราก็เลยถือเอาช่วงเวลานี้พินิจคนแปลกหน้า ชาว MRTer ที่อยู่ทั้งตรงหน้า และไม่ได้อยู่ตรงหน้า (แต่ยังอยู่ในสายตา)
ข้อสังเกตอย่างนึงเกี่ยวกับกิจกรรมของ morning MRTer และ evening MRTer จะไม่เหมือนกัน
ลองดู 2 รูปข้างล่างนี้ … รูปนึงเป็น morning MRTer ส่วนอีกรูปนึงเป็น evening MRTer จากรูปก็คงพอจะรู้เนอะว่าใครเป็นใคร
ช่ายแล้วหล่ะ รูปเบอร์ 1 คือ คุณ morning MRTer: ตอนเช้าตรู่ เค้าจะดูสงบเสงี่ยม ทำให้บรรยากาศดูเงียบจนหลายคนงีบหลับ ส่วนคนที่ไม่หลับก็อยู่กับตัวเองด้วยการอ่านหนังสือบ้าง ฟังเพลงบ้าง นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยบ้าง
ส่วนชาว evening MRTer ในรูปเบอร์ 2 เป็นคนแปลกหน้าที่ชอบสังคมมากกว่า หลายคนที่มากับเพื่อนก็หันหน้าคุยกัน ส่วนที่มาเดียวก็text BB แต่ก็ยังมีชอบอยู่เงียบๆแบบ morning MRTer บ้างอยู่เหมือนกัน
อีกอย่าง ความคึกคักของชาว evening MRTer ทำเอาอุณหภูมิในรถไฟตอนเย็นๆอุ่นขึ้นได้เยอะเชียวแหละ
ยังไงก็แล้วแต่ เราก็ขอบคุณคนแปลกหน้าชาว MRTer ที่สร้างสรรกิจกรรมเพ่งพินิจคุณๆช่วงสัปดาห์นี้ด้วยละกันค่า







